ผู้ค้าทองคำฟันธงเทรนด์ ”ทองคำ” ขาขึ้น ราคาวิ่งฉิว2.4หมื่น เก็งกำไรข่าวเฟดคงดอกเบี้ย!

เซียนฟันธงเทรนด์”ทองคำ”ขาขึ้น ราคาวิ่งฉิว2.4หมื่น เก็งกำไรข่าวเฟดคงดอกเบี้ย!

เซียนฟันธงเทรนด์”ทองคำ”ขาขึ้น ราคาวิ่งฉิว2.4หมื่น เก็งกำไรข่าวเฟดคงดอกเบี้ย!

ผู้ค้าทองคำฟันธงตลาดเข้าสู่ยุค “ขาขึ้น” ชี้ปีนี้มีโอกาสวิ่งแรงแตะราคา 1,500 เหรียญต่อออนซ์ หรือบาทละ 2.4 หมื่นบาท มั่นใจช่วง 1 เดือนข้างหน้า ราคายังวิ่งฉิว เก็งกำไรข่าวเฟดไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

นายแพทย์กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการกลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก กล่าวว่า ขณะนี้ตลาดทองคำได้เข้าสู่ช่วงเริ่มต้นของวัฏจักรขาขึ้นแล้ว โดยจะเห็นได้จากการแกว่งตัวขึ้นของราคาทองคำในช่วงที่ผ่านมาเริ่มมี เสถียรภาพ ประกอบกับยังได้แรงหนุนจากข่าวของธนาคารกลางหลายประเทศที่มีแนวโน้มจะใช้ นโยบายซึ่งเป็นบวกต่อราคาทอง ทั้งธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่น่าจะตัดสินใจไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย รวมถึงธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่นักลงทุนส่วนใหญ่คาดว่าจะมีการใช้มาตรการทางการเงินเชิงปริมาณ (QE)

“ตอนนี้ตลาดทองมีข่าวเชิงบวกโดยเฉพาะในเรื่องของธนาคารกลาง ส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ เรียกได้ว่าตอนนี้ทองคำเข้าสู่วัฏจักรขาขึ้นแล้ว โดยกรอบทั้งปีนี้มีโอกาสปรับตัวขึ้นไปได้สูงสุดถึงประมาณ 1,500 เหรียญต่อออนซ์ หรือบาทละ 2.4 หมื่นบาท ส่วนแนวรับก็ขยับขึ้นมาอยู่ที่ราว 1,100 เหรียญต่อออนซ์ หรือบาทละ 1.9 หมื่นบาท”

นายแพทย์กฤชรัตน์กล่าวพร้อม แสดงความมั่นใจว่า ในช่วง 1 เดือนนับจากนี้ ราคาทองคำจะยังสามารถปรับตัวขึ้นได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะหากเฟดแถลงในวันที่ 15-16 มี.ค.นี้ และไม่มีมติขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ก็อาจจะต้องรอไปถึงการประชุมรอบถัดไป ซึ่งคือช่วงปลายเดือน เม.ย. ที่จะทำให้ราคาทองปรับตัวขึ้นไปได้อีก เพราะไม่มีแรงกดดันด้านอัตราดอกเบี้ยเข้ามารบกวน

ทั้งนี้ ประเมินกรอบแนวรับที่ระดับ 1,200 เหรียญต่อออนซ์ หรือบาทละประมาณ 2.1 หมื่นบาท แนวต้าน 1,300 เหรียญต่อออนซ์ หรือบาทละกว่า 2.18 หมื่นบาท

นายบุญเลิศ สิริภัทรวณิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทออสสิริส กล่าวว่า ทองคำยังคงมีสัญญาณของการแกว่งตัวขึ้น (Sideway up) ซึ่งเป็นรูปแบบการเพิ่มขึ้นแบบมีเหตุมีผล จากปัจจัยบวกหลายเรื่อง อาทิ การเข้าซื้อทองคำของ SPDR ซึ่งเป็นกองทุนทองคำขนาดใหญ่ของโลก การเข้าซื้อของธนาคารกลางประเทศต่าง ๆ การเปิดสถานะในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าทองคำ (Gold Futures) ที่ส่วนใหญ่เป็นฝั่งเปิดสถานะซื้อ (Long) เพราะนักลงทุนคาดว่าราคาทองคำจะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้อีก ดังนั้นจึงสะท้อนว่าการเพิ่มขึ้นของราคาทองมีปัจจัยพื้นฐานรองรับอย่างชัดเจน

“สำหรับตลาดทองคำ คงไม่พูดถึงภาวะหมี (Bearish) อีกแล้ว และน่าจะเริ่มเข้าสู่ภาวะตลาดกระทิง (Bullish) มากกว่า เพียงแต่การปรับตัวขึ้นจะมีลักษณะเป็นแกว่งตัวขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป” นายบุญเลิศกล่าว

บริษัทพัฒนาอสังหาฯ ร้องรัฐขยับขึ้นราคาบ้านประชารัฐ หวั่นขาดทุนหากขายแค่ยูนิตละ 6 แสน

บริษัทพัฒนาอสังหาฯ ร้องรัฐขยับขึ้นราคาบ้านประชารัฐ หวั่นขาดทุนหากขายแค่ยูนิตละ 6 แสน

บริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ร้องรัฐบาล ปรับราคาบ้านประชารัฐเพื่อข้าราชการมีรายได้น้อย พบลังเลเข้าประมูลงานร่วมสร้างหากยังยืนยันราคาเดิมขายยูนิตละ 6 แสนบาท ขณะที่ราคาที่ดิน ตร.ม.ละ 1.6-2 แสนบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โครงการบ้านประชารัฐ เป็นโครงการที่รัฐบาลร่วมกับเอกชน ผลักดันโครงการที่อยู่อาศัยราคาถูกให้ข้าราชการชั้นผู้น้อย ทหาร และตำรวจ ตามนโยบายลดความเหลื่อมล้ำ คาดจะเปิดประมูลให้เอกชนเข้ามาพัฒนาและบริหารโครงการภายในเดือน มี.ค. 59 ท่ามกลางเสียงเรียกร้องจากเอกชน ให้ปรับราคาขึ้นจากกรอบเงื่อนไขเดิม

โดยที่ดินบริเวณวัดไผ่ตัน ย่านสะพานควาย กรุงเทพฯ เป็น 1 ใน 2 ที่ดินแปลงนำร่องพัฒนาและก่อสร้างโครงการบ้านประชารัฐ ซึ่งราคาที่ดินบริเวณนี้ ถูกประเมินว่าไม่ต่ำกว่าตารางเมตรละ 1.6-2 แสนบาท แต่ คอนโดมิเนียมที่กำลังจะสร้างบนพื้นที่ดังกล่าว เพื่อให้ข้าราชการที่มีได้รายได้มีโอกาสเป็นเจ้าของ สนนราคาเพียง 6 แสนบาท

ด้วยราคานี้ ทำให้บริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่บางส่วน เริ่มลังเลที่จะเข้าประมูลงานหากรัฐบาลยังคงยืนราคาเดิม

หากพิจารณากรอบราคาโครงการบ้านประชารัฐของรัฐบาล กล่าวได้ว่าไม่เคยเปลี่ยนแปลงนับจากการประชุมขับเคลื่อนแนวคิดนี้ครั้งแรก จนถึงตอนนี้ใกล้ได้ข้อสรุป และทำการเปิดประมูลคัดเลือกผู้พัฒนาและบริหารโครงการภายในเดือน มี.ค. 2559

ขณะที่ นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง สั่งให้ศึกษามาตรการภาษีเพื่อจูงใจให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนโครงการฯ ก่อนจะมีมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ ลดค่าจดจำนองและค่าโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยที่สร้างเสร็จออกมาชิมลาง จนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นมาตรการช่วยเอกชนระบายสต็อกเก่า มากกว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั่วๆ ไป เพราะภาวะเศรษฐกิจไม่เอื้อ อีกทั้ง รัฐยังสูญเสียรายได้สูงกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท

ด้าน สมาคมอาคารชุดไทยยอมรับว่า เอกชนมีสต็อกสินค้าพร้อมโอนทันกำหนดสิ้นสุดมาตรการดังกล่าวประมาณ 3-4 หมื่นยูนิต คิดเป็นมูลค่าในตลาด 8 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นที่อยู่อาศัยแนวราบร้อยละ 40 และแนวสูงร้อยละ 60 คาดว่าจะสามารถระบายสต็อกครั้งใหญ่ในเดือน มี.ค. เช่นกัน

ยังเป็นที่น่าสังเกตว่า รัฐบาลยอมสูญเสียรายได้ จากการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านมาตรการอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งในทางอ้อมอาจเป็นการซื้อใจผู้ประกอบการ ให้ร่วมหัวจมท้ายโครงการบ้านประชารัฐ ซึ่งเป็นโครงการเพื่อสังคม แต่วันนี้ที่โครงการใกล้ได้ข้อยุติ กลับมีเสียงเรียกร้องถึงผลกำไรจากผู้ประกอบการในโครงการดังกล่าว