ท็อป ณัฐเศรษฐ์ พูดเปิดอก! หลังจบชีวิตคู่ แพม เรายังรักกันอยู่

ท็อป ณัฐเศรษฐ์ พูดเปิดอก! หลังจบชีวิตคู่ แพม เรายังรักกันอยู่

           หลังจากที่ปล่อยให้มีกระแสข่าวลือออกมาพักใหญ่ เกี่ยวกับความสัมพันธ์ฉันท์สามีภรรยาระหว่างพิธีกรหนุ่ม “ท็อป ณัฐเศรษฐ์” และนักธุรกิจสาว “แพม อรอาภา” ว่าทั้งคู่ได้ตัดสินใจ จรดปลายปากกาเซ็นต์ใบหย่าเพื่อจบสถานะชีวิตคู่เรียบร้อยแล้ว ล่าสุดทางด้านของ “ท็อป ณัฐเศรษฐ์” ก็ได้ออกมายอมรับกับสื่อมวลชนว่า ตนและสาวแพมได้ตัดสินใจแยกทางกันจริง โดยที่ครอบครัวของทั้งสองฝ่ายต่างก็เคารพในการตัดสินใจครั้งนี้ ส่วนสาเหตุหลักที่ต้องจบชีวิตคู่เกิดจากอะไรนั้น หนุ่มท็อปเผยว่า มีหลายๆ เรื่องที่อาจจะเป็นปัจจัยได้ รวมถึงเรื่องของทัศนคติ แต่ไม่ใช่เรื่องมือที่สามแน่นอน ก่อนยอมรับตนและสาวแพมทุกวันนี้ยังคงพบปะและพูดคุยกันอยู่เรื่อยๆ หากมีโอกาส…

สำหรับข่าวลือต่างๆ ที่ออกมา เรามีอะไรอยากจะชี้แจงบ้าง ?
“ไม่มีเลยครับ ทุกอย่างเป็นไปตามที่คุณแพมได้พูดเลย ซึ่งถามว่าสาเหตุคืออะไร ก็…ทัศนคติไม่ตรงกัน มันเป็นเรื่องของการตัดสินใจ และเราก็ให้เกียรติการตัดสินใจของกันและกัน แต่ทุกวันนี้เราสองคนก็ยังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันอยู่ เพราะมันไม่ได้มีอะไรเลย และที่สำคัญเราสองคนเองก็เชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงที่มันก็ขึ้น ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งที่ดีกว่า”

จริงๆ เรื่องเวลาที่เราสองคนต่างต้องทำงานทั้งคู่ มันมีผลไหม ?
“เป็นไปได้ครับ เพราะมันก็มีหลายๆ ส่วน หลายๆ ปัจจัยเข้ามาเกี่ยว ยิ่งเรื่องของชีวิตคู่ มันก็ยิ่งมีอะไรอีกหลายๆ เรื่องเลยครับ”

เสียดายเวลาไหมเพราะเราสองคนก็ใช้ชีวิตร่วมกันมาหลายปี ?
“จะว่าเสียดายก็เสียดายครับ แต่ผมก็ไม่เสียดายที่ได้เจอแพม ที่ได้อยู่กับแพม และได้ใช้ช่วงเวลาชีวิตช่วงหนึ่งอยู่ร่วมกัน ซึ่งผมต้องขอบคุณเขามากๆ”

หลายคนค่อนข้างเสียดายที่คู่เราต้องจบลงแบบนี้ ?
“ก็ขอบคุณมากครับ แต่เอาจริงๆ ผมคิดว่าทุกวันนี้เราสองคนก็ยังรักกันอยู่นะ คือมันคงไม่สามารถตัดขาดกันได้ง่ายๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็คงต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของเวลาดีกว่าครับ”

ทางครอบครัวของทั้งสองฝ่ายว่ายังไงบ้างกับการตัดสินใจครั้งนี้ ?
“ครอบครัวเราสองคนก็ยอมรับครับในทุกการตัดสินใจ ทุกคนให้เกียรติการตัดสินใจของเรา”

สำหรับตัวเราเองยังมีความรู้สึกเศร้าบ้างไหมถึงแม้จะผ่านมาสักระยะแล้ว ?
“มีบ้างครับ เวลาเห็นสิ่งของนั่นนี่ก็จะมีจี๊ดๆ ขึ้นมา แต่ผมเชื่อว่าในเมื่อเราตัดสินใจว่าจะให้เป็นแบบนี้ เราก็ต้องก้าวต่อไปให้ได้ ซึ่งทุกอย่างมันก็เป็นเรื่องเวลาตามที่ผมได้บอกไป เพราะเอาจริงๆ เราเองก็หย่ากันมาได้ประมาณ 1 เดือนแล้ว”

หลายคนคงสงสัยอีกว่านอกจากเรื่องทัศนคติแล้ว เรื่องของความเจ้าชู้ หรือเรื่องที่ไม่มีลูก เข้ามามีส่วนในการตัดสินใจด้วยไหม ?
“อย่างที่บอกเลยครับ มันก็เป็นไปได้หมด คือมันอาจจะมีหลายๆ ปัจจัย แต่ว่าเรื่องนี้มันคงไม่ใช่เรื่องสำคัญ หรือว่าเรื่องหลัก เพราะมันน่าจะเป็นเรื่องของเราสองคนมากกว่า”

 

ตอนนี้เราใช้อะไรยึดเหนี่ยวจิตใจเพื่อให้ชีวิตสามารถก้าวไปต่อได้ ?
“ก็ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าเป็นโชคดีได้หรือเปล่า แต่เพราะเดือนนี้เป็นเดือนที่ผมทำงานหนักมาก มันก็เลยทำให้ผมได้ใช้เวลายุ่งกับเรื่องบริษัท เรื่องโรงงาน เรื่องลูกค้า มันก็เลยทำให้ผมได้ใช้เวลาอยู่กับตรงนั้นครับ”

หลังจากที่หย่าแล้วเราสองคนยังได้พบปะกันอยู่ไหม ?
“มีตลอดเลยครับ ก่อนมางานวันนี้ผมก็เพิ่งจะเจอกับคุณแพม เรานัดเจอกันเรื่อยๆ แถมเพิ่งลงรูปคู่ในอินสตาแกรมด้วย คือเรายังพูดคุยกันตลอด และยังถามกันอยู่เลยถึงทริปที่วางไว้ก่อนหน้านี้ว่าเรายังจะไปด้วยกันไหม ทุกอย่างยังเป็นปกติเลยครับ”

จะหาโอกาสให้ตัวเองบ้างไหม เช่นไปเที่ยวพักผ่อน ?
“ก็พยายามอยู่ครับ แต่อย่างที่บอกมันก็มีงานเข้ามาเรื่อยๆ และก็โชคดีที่มีเพื่อนๆ มาคอยชวนให้ไปเจอไปพูดคุยบ้าง”

เรามองไว้หรือยังถึงความรักครั้งต่อไป เช่นอาจจะไม่อยากแต่งงานแล้ว ?
“ยังไม่ต้องคิดเลยครับ คือเรื่องนี้ยังไม่อยู่ในหัวเลย”

สถานะของเรากับพี่แพมตอนนี้คืออะไร ?
“ทุกวันนี้ผมก็ยังมองว่าคุณแพมคือเพื่อนที่ดีต่อกัน เขาคือคนที่ดีที่สุดคนหนึ่งในชีวิตผม ที่อยู่กับผมมาตลอดในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา”

จริงๆ มีโอกาสไหมที่เราสองคนจะกลับมาเหมือนเดิม ?
“ไม่ทราบจริงๆ เลยครับ ผมไม่กล้าที่จะคิดหรือวางแผนอะไรเลย ใช้ชีวิตแบบวันต่อวันอย่างเดียว เพราะผมไม่เคยคิดมาก่อนว่าวันหนึ่งมันจะเกิดเรื่องนี้ขึ้น”

ด้วยความที่ก่อนหน้านี้ตัวเราเองก็เคยมีข่าวกับสาวๆ หรือคนใกล้ตัว จริงๆ มันมีส่วนไหม ?
“ก็แล้วแต่คนจะคิดนะครับ เพราะที่ผ่านมาเวลามีข่าว แม้กระทั่งคนใกล้ตัวก็ยังโดนตีความไปต่างๆ นานาเลย ซึ่งอันนั้นผมก็คงไม่ไปพูดหรือว่าไปแก้อะไร เพราะทั้งผมและคุณแพม ต่างก็รู้ดีว่าจริงๆ มันคืออะไร และมันก็เป็นเรื่องของเราสองคน แถมคุณแพมยังได้ตอบกับทางผู้ใหญ่แบบชัดเจนมากด้วย เพราะมันมีแค่เท่านี้จริงๆ ส่วนเรื่องพวกนั้นมันก็เป็นเรื่องปกติที่คนอื่นเขาอาจจะคุยอะไรกัน ซึ่งผมไม่ได้ซีเรียสอะไร”

สรุปก็คือหลักๆ แล้วเป็นแค่เรื่องของคนสองคน ?
“ใช่ครับ เป็นเรื่องของคนสองคน แค่นี้เลยครับ”

ที่มา:sanook